085-085-6518

calmetro@hotmail.com

จันทร์ - เสาร์ | 8.00 น. - 18.00 น.

Business Service

ด้านแรงบิด

บริการสอบเทียบเครื่องมือวัด แรงบิด | Force & Torque


การสอบเทียบด้านแรงบิดคืออะไร ?

การสอบเทียบด้านแรงบิด (Torque Calibration) คือกระบวนการตรวจสอบและเปรียบเทียบค่าที่แสดงจากเครื่องมือวัดหรือเครื่องมือที่ใช้ควบคุมแรงบิดกับมาตรฐานอ้างอิงที่เหมาะสม เพื่อประเมิน ค่าความคลาดเคลื่อน (Error) ความสามารถในการทำซ้ำ และความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ แรงบิดเป็นปริมาณทางกลที่เกิดจากแรงกระทำร่วมกับระยะห่างจากจุดหมุน มีความสำคัญอย่างมากในงานประกอบ การผลิต การบำรุงรักษา และการควบคุมคุณภาพ โดยเฉพาะงานที่ต้องกำหนดแรงในการขันหรือคลายชิ้นส่วนอย่างแม่นยำ

หากใช้แรงบิดมากเกินไป อาจทำให้ชิ้นงานเสียหาย เกลียวชำรุด หรือเกิดการแตกร้าวได้ ในทางกลับกัน หากใช้แรงบิดน้อยเกินไป อาจทำให้ชิ้นส่วนยึดติดไม่แน่น เกิดการคลายตัว หรือส่งผลต่อความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การสอบเทียบเครื่องมือวัดและเครื่องมือควบคุมแรงบิดจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าแรงบิดที่ใช้งานมีความถูกต้องและเหมาะสมกับข้อกำหนดของงาน


เครื่องมือที่สามารถสอบเทียบด้านแรงบิด

1. ประแจวัดแรงบิด (Torque Wrench)

  • Click Type Torque Wrench
  • Beam Type Torque Wrench
  • Dial Torque Wrench
  • Digital Torque Wrench
  • Electronic Torque Wrench
  • Preset Torque Wrench

เครื่องมือประเภทนี้นิยมใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ การผลิตเครื่องจักร งานประกอบ และงานซ่อมบำรุง


2. ไขควงวัดแรงบิด (Torque Screwdriver)

  • งานอิเล็กทรอนิกส์
  • งานประกอบชิ้นส่วนขนาดเล็ก
  • งานอุปกรณ์ทางการแพทย์
  • งานเครื่องมือความละเอียดสูง

3. Torque Tester

เป็นอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบหรือวัดค่าแรงบิดของเครื่องมือ เช่น Torque Wrench และ Torque Screwdriver สามารถใช้สำหรับตรวจสอบสมรรถนะของเครื่องมือ หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมคุณภาพ


4. Torque Meter / Torque Gauge

ใช้สำหรับวัดค่าแรงบิดในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การทดสอบแรงบิดของชิ้นส่วน การเปิด-ปิดฝา หรือการทดสอบระบบหมุน


5. Torque Transducer

เป็นอุปกรณ์แปลงแรงบิดให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า เพื่อนำไปแสดงผลหรือบันทึกข้อมูล นิยมใช้ในระบบทดสอบอัตโนมัติ เครื่องจักร และกระบวนการที่ต้องมีการตรวจสอบแรงบิดอย่างต่อเนื่อง


ความสำคัญของการสอบเทียบแรงบิด

การสอบเทียบด้านแรงบิดมีความสำคัญในหลายอุตสาหกรรม เนื่องจากแรงบิดที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

แรงบิดสูงเกินไป

  • เกลียวเสียหาย
  • สกรูหรือโบลต์ขาด
  • ชิ้นส่วนเกิดการแตกร้าว
  • ชิ้นงานเสียรูป
  • เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์

แรงบิดต่ำเกินไป

  • ชิ้นส่วนยึดไม่แน่น
  • สกรูหรือโบลต์เกิดการคลายตัว
  • เกิดการรั่วซึมของระบบ
  • เครื่องจักรเกิดการสั่นสะเทือน
  • ส่งผลต่อความปลอดภัยในการใช้งาน

การสอบเทียบช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสมรรถนะของเครื่องมือ และทราบว่าค่าที่เครื่องมือแสดงหรือควบคุมมีความคลาดเคลื่อนมากน้อยเพียงใด


ค่าความคลาดเคลื่อน (Error)

ค่าความคลาดเคลื่อน คือความแตกต่างระหว่างค่าที่เครื่องมือแสดงหรือค่าที่ตั้งไว้ กับค่าที่วัดได้จากมาตรฐานอ้างอิง ตัวอย่างเช่น ตั้งค่า Torque Wrench ที่ 100 N·m เมื่อนำไปทดสอบกับมาตรฐาน พบว่าค่าแรงบิดจริงขณะทำงานเท่ากับ 102 N·m สามารถพิจารณาค่าความแตกต่างได้ประมาณ +2 N·m หรือคิดเป็นค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ +2% ของค่าที่กำหนด

ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้ผู้ใช้งานประเมินว่าเครื่องมือยังมีความเหมาะสมกับข้อกำหนดในการใช้งานหรือไม่


การทดสอบความสามารถในการทำซ้ำ (Repeatability)

การทดสอบความสามารถในการทำซ้ำเป็นการตรวจสอบว่า เมื่อใช้งานเครื่องมือซ้ำภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เครื่องมือสามารถให้ผลที่มีความสม่ำเสมอได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น การทดสอบ Torque Wrench ที่จุด 100 N·m จำนวนหลายครั้ง หากผลการทดสอบแต่ละครั้งมีความแตกต่างกันมาก อาจบ่งชี้ถึง

  • การสึกหรอของกลไก
  • ความไม่เสถียรของเครื่องมือ
  • ปัญหาของระบบปรับตั้ง
  • ผลกระทบจากวิธีการใช้งาน

ข้อมูลการทำซ้ำจึงเป็นส่วนสำคัญในการประเมินสมรรถนะของเครื่องมือ


ปัจจัยที่มีผลต่อการสอบเทียบแรงบิด

  • ความสามารถของมาตรฐานอ้างอิง
  • ความละเอียดของเครื่องมือ
  • ความสามารถในการทำซ้ำ
  • วิธีการออกแรง
  • ตำแหน่งในการจับหรือใช้งานเครื่องมือ
  • ความยาวของแขนแรง
  • การจัดแนวของเครื่องมือกับระบบทดสอบ
  • การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ
  • สภาพของกลไกภายใน
  • การสึกหรอของชิ้นส่วน
  • ประสบการณ์และวิธีการของผู้ปฏิบัติงาน

การควบคุมปัจจัยเหล่านี้อย่างเหมาะสมช่วยให้ผลการสอบเทียบมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น


ความไม่แน่นอนของการวัด (Measurement Uncertainty)

ในการสอบเทียบแรงบิด นอกจากค่าความคลาดเคลื่อนแล้ว ยังมีการพิจารณาความไม่แน่นอนของการวัดตามวิธีการและขอบเขตที่กำหนด ปัจจัยที่อาจมีผลต่อความไม่แน่นอน ได้แก่

  • ความไม่แน่นอนของมาตรฐานแรงบิด
  • ความละเอียดของเครื่องมือ
  • ความสามารถในการทำซ้ำ
  • การจัดแนวของระบบ
  • ผลกระทบจากแขนแรง
  • ความเสถียรของระบบทดสอบ
  • วิธีการใช้งาน
  • สภาพแวดล้อม

ความไม่แน่นอนของการวัดช่วยแสดงระดับความน่าเชื่อถือของผลการสอบเทียบ และควรพิจารณาร่วมกับค่าความคลาดเคลื่อนเมื่อนำผลไปใช้ตัดสินความเหมาะสมของเครื่องมือ


เอกสารผลการสอบเทียบ

หลังจากดำเนินการสอบเทียบเรียบร้อย ลูกค้าจะได้รับเอกสารผลการสอบเทียบตามขอบเขตบริการที่กำหนดข้อมูลในเอกสารอาจประกอบด้วย

  • รายละเอียดของเครื่องมือ
  • ยี่ห้อ รุ่น และหมายเลขประจำเครื่อง
  • ประเภทของเครื่องมือ
  • ช่วงการวัด
  • หน่วยของแรงบิด
  • วันที่สอบเทียบ
  • สถานที่ดำเนินการสอบเทียบ
  • จุดสอบเทียบ
  • ค่าที่กำหนดหรือค่ามาตรฐาน
  • ค่าที่วัดได้
  • ค่าความคลาดเคลื่อน
  • ผลการทดสอบความสามารถในการทำซ้ำตามขอบเขตที่กำหนด
  • ความไม่แน่นอนของการวัด
  • ข้อสังเกตเกี่ยวกับสภาพของเครื่องมือ

เอกสารผลการสอบเทียบสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการควบคุมเครื่องมือวัด การตรวจติดตามภายใน และการสนับสนุนระบบบริหารคุณภาพขององค์กร